ตาปลา อาการสุดยี้ ที่ใครๆ ก็ขอบายตาปลา อาการสุดยี้ ที่ใครๆ ก็ขอบาย

ตาปลา คือ ผิวหนังซึ่งหนาตัวขึ้นมาเนื่องจากการกดทับหรือการลงน้ำหนักของเท้าบริเวณนั้นซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเกิดตรงนิ้วเท้าเนื่องจากรองเท้าคับเกินไป หรือในบางกรณีก็อาจเกิดขึ้นที่ฝ่าเท้าได้เช่นกัน โดยอาการตาปลานี้ เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยงนะคะ เพราะนอกเหนือจากจะทำให้เท้าของเราดูไม่สวยแล้ว ยังทำให้การใช้ชีวิตประจำวันของเรายากลำบากขึ้นอีกด้วย แถมยังต้องมาทนกับการเจ็บปวดจากเจ้าตาปลานี้อีก แหม มันช่างเป็นอาการที่ไม่คุ้มเสียจริงๆ นะคะ อาการของโรคตาปลา ตำแหน่งที่เกิดตาปลาจะมีอาการปวด บวมแดง และเมื่อถูกกด หรือไปโดนจะมีอาการเจ็บร่วมด้วย สาเหตุของการเกิดโรคตาปลา ใส่รองเท้าแคบเกินไป นิ้วเท้าผิดรูป การยืนนาน คนอ้วนทำให้น้ำหนักเกิดการกดทับ การเดินที่ผิดท่า การผ่าตัด นิ้วหัวแม่เท้าผิดรูป ตะเข็บรองเท้า สาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้มีผลกระทบจนเกิดเป็นโรคตาปลา ปัญหาหน้าเท้ามีแรงกดมาก เพราะกล้ามเนื้อ น่อง ตึง ไม่สามารถกระดกเท้าขึ้นเวลาเดินได้มากพอ น้ำหนักจึงกดลงหน้าเท้ามากเกินไป กล้ามเนื้อหน้าแข้งด้านหน้าอ่อนแรง ทำให้กระดูกเท้าขึ้นจากพื้นได้ไม่มากพอ ข้อเท้าบิดออกมากเกินไป ทำให้การลงน้ำหนักที่ฝ่าเท้ามาก วิธีการป้องกันการเกิดโรคตาปลา อันดับแรกให้หลีกเลี่ยงรองเท้าหน้าแคบ และหมั่นทาครีมให้ความชุ่มขึ้นที่เท้าวันละ 2 ครั้ง รวมถึงเลือกรองเท้าที่มีแผ่นรองเท้าเพื่อลดแรงกดที่เท้าหากเป็นตาปลาที่เท้า  ทั้งนี้ ควรเลือกรองเท้าที่ใส่ให้พอดีกับเท้า หรือเลือกสวมใส่รองเท้าสุขภาพไปเลย เพราะรองเท้าเพื่อสุขภาพจะมีพื้นรองเท้าที่นิ่มแต่ยืดหยุ่น ไม่รัดแน่นเกินไป หรือหลวมเกินไป อีกทั้งรองเท้าเพื่อสุขภาพยังช่วยลดแรงกด ลดแรงกระแทก […]

กินชานมไข่มุกยังไงถึงจะไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพกินชานมไข่มุกยังไงถึงจะไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

ปัจจุบันนี้ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน เราจะต้องพบกับร้านชานมไข่มุกเปิดอยู่แทบทุกที่ เพราะว่าชานมไข่มุกกำลังเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมจากทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เนื่องจากรสชาติที่หวานนุ่มละมุนลิ้นและความเย็นชื่นใจช่วยคลายความร้อนเพื่อความชุ่มชื่นเวลารับประทานเข้าไป แต่ว่าชานมไข่มุกที่มีรสชาติที่หวานหอมอร่อยนี้ หากทำการดื่มมากเกินไปก็สามารถส่งผลร้ายต่อสุขภาพของร่างกายได้ เพราะว่าส่วนผสมของชานมไข่มุกมีทั้งน้ำตาล นมในปริมาณที่สูง หากดื่มในปริมาณที่ไม่เหมาะสมย่อมสร้างผลเสียให้กับร่างกายได้ ดังนั้นวันนี้เราจึงเทคนิคในการดื่มชานมไข่มุกที่จะไม่ทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย 1.ดื่มวันละไม่เกิน 1 แก้ว             สำหรับคนที่ชอบดื่มชานมไข่มุกแล้ว สามารถที่จะทำการดื่มแทนน้ำเปล่าได้เลย ซึ่งการดื่มชานมไข่มุกมากเกินไปจะทำให้ร่างกายมีการสะสมของไขมัน นมและน้ำตาลในร่างกายที่สูง จึงมีความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน ความดันและโรคไขมันอุดตันได้ ดังนั้นปริมาณที่เหมาะสมในการดื่มชานมไข่มุกต่อวันควรดื่มไม่เกินวันละ 1 แก้ว ขนาด 15 -20 ออนซ์จะดีที่สุด เพราะชานมไข่มุกที่ดื่มเข้าไปจะให้พลังงานไม่เกินความต้องการของร่างกายต่อวัน ทำให้ร่างกายมีโอกาสที่จะใช้พลังงานที่ได้รับจากการดื่มจนหมด 2.ดื่มก่อนเที่ยง             การดื่มควรดื่มก่อนเที่ยงหรือชาสุดไม่เกิน 14.00 น. โดยเฉพาะช่วงก่อนเวลา 10.00 น.หรือหลังรับประทานอาหารเช้า เพราะว่าการรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มที่ให้พลังงานสูงในช่วงเวลาดังกล่าว ร่างกายจะมีการดึงสารอาหารจากอาหารที่รับประทานเข้าไปนำมาใช้ในการทำกิจวัตรประจำวันของร่างกายอย่างเต็มที่ ทำให้ลดการสะสมของไขมันส่วนเกินที่มาจากการดื่มชานมไข่มุกได้ และการดื่มในช่วงเช้าเป็นการกระตุ้นระบบเผาพลาญพลังงานให้มีการทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้ร่างกายสดชื่นและสมองแจ่มใสอีกด้วย 3.ดื่มแบบหวานน้อย             ชานมไข่มุกเป็นเครื่องดื่มที่มีความหวานค่อนข้างสูงกว่าเครื่องดื่มหลายชนิดอยู่แล้ว การสั่งไม่ควรที่จะสั่งแบบเพิ่มความหวานพิเศษ แต่ควรสั่งแบบหวานน้อยหรือแบบธรรมดามาดื่ม เพื่อลดปริมาณน้ำตาลและนมที่อยู่ในชาให้น้อยลง ดังนั้นทุกครั้งที่ทำการสั่งอย่าลืมเน้นว่าเอาแบบหวานน้อยเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงของคุณ             ต่อไปนี้การดื่มชานมไขมุกจะสร้างความสุขให้กับชีวิตคุณได้ หากคุณทำตามคำแนะนำข้างต้น รับรองว่าชานมไข่มุกจะไม่สร้างผลเสียมให้กับสุขภาพของคุณแน่นอน

เทคนิคการดูแลตนเองให้ห่างไกลไข้หวัดใหญ่เทคนิคการดูแลตนเองให้ห่างไกลไข้หวัดใหญ่

ช่วงนี้หน้าหนาวเริ่มเข้ามาทักทายให้คนไทยได้สัมผัสกับความหนาวเป็นครั้งคราว สลับกับมีฝนตกลงมาบ้างเป็นบางครั้ง ซึ่งลักษณะอากาศเช่นนี้มีทั้งความหนาว ความชื้นและความร้อนสลับหมุนเวียนกันอยู่ตลอดเวลา ทำให้หลายท่านมีอาการป่วยเป็นไข้หวัดกันมาก โดยเฉพาะการป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้หากทำการรักษาไม่ทัน แต่ทางที่ดีที่สุดก็การป้องกันไม่ให้ตนเองป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ดังนั้นวันนี้เราถึงมีวิธีดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากไข้หวัดใหญ่มาฝากกัน 1.นอนพักมาก ๆ             การที่ร่างกายเกิดอาการเจ็บป่วยจะมีสาเหตุหลักมาจากการพักผ่อนไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างากายเป็นหลัก โดยเฉพาะอาการของไข้หวัดด้วยแล้ว ยิ่งพักผ่อนน้อยอาการก็จะยิ่งรุนแรงและเป็นอย่างยาวนาน ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ป่วยแล้ว ทุกคนจะต้องทำการนอนอย่างน้อย 6 ชั่วโมงต่อวัน โดยการเข้านอนก่อนสี่ทุ่มจะส่งผลดีที่สุดต่อร่างกาย เพราะช่วงเวลาดังกล่าวร่างกายจะมีการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและทำลายเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ลดความเสี่ยงในการเป็นไข้หวัดใหญ่ได้มากขึ้น 2.ปิดปากปิดจมูก             หากต้องเดินทางไปในที่ชุมชนหรือมีคนจำนวนมากอยู่รวมกัน ควรจะมีอุปกรณ์ป้องกันการได้รับเชื้อด้วยการใส่ผ้าปิดปากและจมูก เพื่อป้องกันการสูดหายใจเอาเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่แพร่กระจายเข้าสู่ร่างกาย เนื่องจากชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สามารถที่จะแพร่มาในน้ำลายหรือน้ำมูกของผู้ที่มีเชื้ออยู่ในตัวได้ เพียงแค่ผู้ป่วยทำการไอหรือจามเชื้อก็จะแพรอยู่ในอากาศ เมื่อหายใจเข้าไปก็สามารถที่จะติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้เช่นกัน 3.อย่ากินร่วมกัน             หากต้องทำการรับประทานอาหารร่วมกันผู้อื่น เวลาที่รับประทานอาหารควรใช้ช้อนกลางในการตักอาหารที่รับประทานร่วมกัน อย่าใช้ช้อนที่ตักอาหารเข้าปากไปตักอาหารที่กินร่วมกัน เพราะว่าในน้ำลายของผู้ที่มีเชื้อไข้หวัดใหญ่จะมีเชื้อที่สามารถติดต่อมายังผู้อื่นได้ผ่านทางน้ำลายที่อยู่บนช้อนนั้นเอง เมื่อใช้ช้อนที่เปื้อนน้ำลายมาตักอาหาร เชื้อก็จะแพร่อยู่ในอาหารและเข้าสู่คนอื่นได้ ดังนั้นเมื่อต้องรับประทานอาหารร่วมกันใครก็ตามควรใช้ช้อนกลาง และไม่ดื่มน้ำจากแก้วเดียวกันเด็ดขาดด้วย             นี่เป็นวิธีการดูแลตนเองที่จะช่วยให้ท่านพ้นจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่อย่างได้ผล เพราะปัจจุบันนี้เชื้อไข้หวัดใหญ่มีความรุนแรงมากขึ้น หากมีอาหารป่วยและทำการรักษาไม่ทัน โรคไข้หวัดใหญ่อาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ หนาวนี้คุณจะปลอดภัยจากโรคนี้หากทำตามขั้นตอนที่แนะนำไป

การเดินช่วยให้สุขภาพแข็งแรงได้จริงหรือการเดินช่วยให้สุขภาพแข็งแรงได้จริงหรือ

ปัจจุบันนี้ผู้คนได้หันมาสนใจเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพร่างกายของตนเองมากขึ้น เพราะว่าโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้นมีการพัฒนาตามความก้าวหน้าทางการแพทย์ ยิ่งคุณภาพของยาดีมากเท่าไหร่ โรคร้ายที่เกิดขึ้นก็มีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ดังนั้นการดูแลตนเองให้แข็งแรงไม่เจ็บป่วยจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด โดยเฉพาะการเดินที่เป็นเรื่องธรรมดาเป็นกิจวัตรที่หลายคนทำอยู่ทุกวัน แต่คุณรู้หรือไม่ว่าการเดินสามารถทำให้ร่างกายแข็งแรงได้ดีที่สุด เนื่องจาก 1.การเดินช่วยกระตุ้นหัวใจ             การเดินต่อเนื่องติดต่อกันอย่างน้อย 30 นาที หัวใจจะมีอัตราการเต้นที่สม่ำเสมอ ไม่เร็วเกินไปเหมือนการวิ่งที่หัวใจจะเต้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น เพราะการเดินเป็นการออกกำลังกายที่ใช้พลังงานในการทำกิจกรรมน้อย แต่ว่าสามารถกระตุ้นให้หัวใจเต้นอย่างต่อเนื่องได้ดีกว่า ดังนั้นหากเดินต่อเนื่องทุกวันวันละ 30 นาทีขึ้นไป จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบหรือโรคหัวใจขาดเลือดได้เป็นอย่างดี 2.กระตุ้นระบบเผาพลาญพลังงาน             การเดินมากกว่า 6,000 ก้าวต่อวัน โดยเฉพาะการเดินอย่างต่อเนื่องจะทำให้ระบบการเผาพลาญพลังงานสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ร่างกายมีการดึงไขมันส่วนเกินที่สะสมตามส่วนต่างของร่างกายมาใช้อย่างช้า นอกจากนั้นระบบเผาผลาญจะยังคงทำงานต่อไปเรื่อย ๆ หลังจากที่หยุดเดินแล้วอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมงอีกด้วย ทำให้ร่างกายมีการเผาพลาญพลังงานอย่างต่อเนื่อง ไขมันและน้ำตาลที่สะสมอยู่ในร่างกายจะถูกดึงมาใช้จนหมด ดังนั้นการเดินจึงช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานและโรคที่เกิดจากไขมันส่วนเกินได้ 3.กระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อ             ในขณะที่ทำการเดิน กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายจะมีการทำงานประสานกันทั้งหมด ไม่มีกล้ามเนื้อส่วนใดที่ต้องทำหน้าที่รับน้ำหนักมากกว่ากล้ามเนื้อส่วนอื่น การเดินจึงเป็นการออกกำลังกายที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อน้อยที่สุด และสามารถกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อได้มากที่สุดอีกด้วย ดังนั้นหากต้องการให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงในทุกสัดส่วนแล้ว การเดินออกกำลังกายนับว่าเป็นทางเลือกที่ดีสุด โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาด้านน้ำหนักตัว หากทำการวิ่งกล้ามเนื้อข้อเท้าอาจได้รับบาดเจ็บได้ ดังนั้นการเดินจึงเหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัยและทุกขนาดตัวด้วย             จะเห็นว่าการเดินสามารถทำให้ร่างกายแข็งแรงได้ ดังนั้นการออกกำลังกายครั้งต่อไป ลองทำการเดินอย่างน้อย 30 นาที จะเป็นการเดินบนลู่วิ่งหรือการเดินตามสวนสาธารณะก็ได้ […]